บทที่ 11 ให้ญาติผู้พี่เจ้าพาไป
แต่บัญชีของร้านค้าช่างทำให้นางปวดหัวยิ่งนัก พอเห็นว่านางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้บิดามารดาหนุนหลัง หลงจู๊ลูกจ้างต่างก็หยิบฉวยโอกาสภายในร้านจนกลายเป็นหนูตัวอวบอ้วน
“ข้าว่า ข้าต้องไปเยือนร้านค้าของข้าสักครั้ง”
ฟางซินเมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำทันที นางไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อขออนุญาตออกไปด้านนอก เป็นความโชคดีของนางที่จินซื่อก็อยู่ด้วยจะได้ไม่ต้องไปขอป้ายเพื่อออกนอกจวนให้เสียเที่ยว
“เจ้าจะออกไปตรวจสอบร้านค้าหรือ” จินซื่อตกใจไม่น้อย ส่วนมากหากต้องการตรวจสอบเพียงเรียกหลงจู๊มาพูดคุยก็พอ
“เจ้าค่ะ หลายวันที่ผ่านมาข้าตรวจสอบบัญชีร้านแล้วเห็นความผิดปกติไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้ท่านลองดู” นางยื่นสมุดบัญชีสองให้จินซื่อ หนึ่งเล่มเป็นของที่หลงจู๊ร้านผ้าส่งมา อีกเล่มเป็นสิ่งที่นางเขียนพบสิ่งผิดปกติ
“นะ นี่” จินซื่อเงยหน้าขึ้นมองฟางซิน ไม่คิดว่าสตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทั้งยังไม่มารดาคอยสอนเรื่องบัญชี จะสามารถเขียนออกมาได้เป็นระเบียบและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
นางสามารถเขียนสิ่งที่ตรวจสอบออกมาโดยไม่มองข้ามสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาผ้าที่ดูจะแพงเกินจริง ยอดขายที่ขายออกไปได้ไม่น้อย แต่กำไรกับสวนทางกับความจริง
“พอข้าคิดดูว่าคนพวกนั้นสูบกินเงินของข้าไปมากเพียงใด ข้าเองก็ปวดใจไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” ใบหน้างามเศร้าหมองลงชวนให้คนยิ่งเห็นใจนางเพิ่มขึ้น
“เจ้าเป็นสตรี ทั้งยังเยาว์วัยเพียงนี้ ผู้ใดจะกลัวเจ้า เอาเช่นนี้ข้าจะให้ญาติผู้พี่ของเจ้าไปด้วย จื้อเออร์เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก คงช่วยเจ้าได้ไม่น้อย”
“เอ่อ...”
“ก็ดีเหมือนกัน ให้จื้อเออร์ไปกับซินซิน อย่างน้อยพวกหลงจู๊จะได้เกรงใจนาง”
ฟางซินได้แต่อ้าปากหุบปากอยู่นาน ไม่นานแทรกคำพูดปฏิเสธได้เลย
“เอ่อ...จะเป็นการรบกวนญาติผู้พี่มากเกินไป ข้าไปเองได้เจ้าค่ะ หากต่อไปเกิดเรื่องอีกมิใช่ว่าต้องรบกวนญาติผู้พี่ไปตลอดหรือเจ้าค่ะ”
จินซื่อกับฮูหยินผู้เฒ่าหยุดคิดไตร่ตรองคำพูดของฟางซิน แต่เสียงทุ้มต่ำ เฉยชาที่หน้าประตูดังขึ้นมาเสียก่อน
“พรุ่งนี้ข้าว่างพอดี จะไปเป็นเพื่อนญาติผู้น้องตรวจสอบร้านค้าก็แล้วกันขอรับ”
ฟางซินอดที่จะหันไปถลึงตาใส่เขาไม่ได้ นางอุตส่าห์หาทางเกลี้ยกล่อมให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับจินซื่อเห็นด้วยกับนางแล้วแท้ๆ เขาจะโผล่มายุ่งเพื่ออันใด
“เอาตามนี้ เจ้าเป็นสตรีเปิดเผยหน้าออกไปจัดการเรื่องด้วยตนเอง เห็นจะไม่ค่อยดีเท่าใดนัก อีกสามวันจวนกั๋วกงจะจัดงานเลี้ยงน้ำชา เจ้าเองก็เตรียมตัวให้ดีข้าจะให้เจ้าไปกับพวกป้าสะใภ้ของเจ้า”
“เอ่อ...ไม่ไปได้หรือไม่เจ้าคะ” นางรู้เลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องการให้จินซื่อดูบุรุษที่เหมาะสมกับนางให้นาง
“ไม่ได้ อายุเจ้าใกล้ถึงเวลาออกเรือนแล้ว มีป้าสะใภ้ของเจ้าช่วยดูย่อมเลือกคนที่เหมาะสมให้เจ้าได้”
“เจ้าค่ะ” ฟางซินก้มหน้ารับคำเสียงเบา
“เด็กดี เจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรป้าสะใภ้ย่อมต้องเลือกคนที่คู่ควรให้เจ้า ไม่ปล่อยให้เจ้าแต่งออกไปแล้วถูกรังแกเป็นแน่” จินซื่อยิ้มมองฟางซิน
ยามนี้ฟางซินเป็นเด็กรู้ความมากขึ้น ทำให้คนในจวนต่างก็มองนางรื่นตา
ฟางซินเดินออกจากห้องโถงราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ หากนางรั้งอยู่ที่จวนตระกูลซูนานกว่านี้ คงได้สูญเสียความเป็นตัวเองไป
“พรุ่งนี้ยามเฉิน (07.00-08.59น.) หากสายเจ้าก็อดไป” ซูเหยี่ยนจื้อพูดจบก็เดินผ่านตัวฟางซิน โดยไม่คิดจะให้นางต่อรอง
“เหอะ ตื่นไปช่วยหลงจู๊เปิดร้านหรือไง” นางเบ้ปากตามหลังเขาไป แต่ไม่คิดว่าซูเหยี่ยนจื้อจะหันกลับมามอง
ฟางซินตกใจไม่น้อย นางรีบก้มหน้าแล้วเดินหายไปอีกทางเพื่อกลับเรือนพักของนาง นางรู้สึกหวาดกลัวซูเหยี่ยนจื้อไม่น้อย สายตายามที่เขาจ้องมองเหมือนจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ หากเขารู้ว่านางเป็นวิญญาณที่เข้ามาสวมร่าง ไม่ต้องรอให้ถึงตอนจบของเรื่อง นางก็คงต้องถูกสังหารทิ้งทันที
ซูเหยี่ยนจื้อนัดนางออกจากจวนทั้งแต่ฟ้าด้านนอกเพิ่งเริ่มสว่าง ฟางซินเห็นว่าออกไปทั้งที ไม่ควรจะไปจัดการเพียงร้านเดียว นางจึงจัดการบัญชีร้านค้าอีกสองสาม อย่างน้อยหนึ่งวันก็คงไม่มีทางตรวจสอบร้านค้าหลายสิบร้านได้ครบ
กว่าฟางซินจะตรวจบัญชีอีกสองร้านจนเสร็จ ก็ผ่านไปกว่าค่อนคืนแล้ว นางมีเวลานอนพักเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น เมื่อเสี่ยวชิงปลุกให้ลุกขึ้นเตรียมตัวในตอนเช้า ใต้ตาของนางก็คล้ำอย่างน่าตกใจ
“คุณหนู ไหวจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงมองอย่างเป็นห่วง
“ไหว รีบเถิดประเดี๋ยวไม่ทัน” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
ฟางซินหลับตาปล่อยให้เสี่ยวชิงและสาวใช้ช่วยกันล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำผมให้นาง ราวกับเป็นตุ๊กตาผ้า กว่าจะแต่งตัวเสร็จ ฟางซินก็ไม่เหลือเวลาที่จะกินอาหารแล้ว เสี่ยวชิงต้องเตรียมขนมไปให้นางกินรองท้องในรถม้าแทน
นั่งเกี้ยวมาถึงหน้าประตูจวน ฟางซินขานเรียก ญาติผู้พี่ หนึ่งคำ ก็ลากขาที่หนักอึ้งขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วฟุบหลับไปทันที
“คุณหนูของเจ้านางเป็นอันใด” ซูเหยี่ยนจื้ออดที่จะถามไม่ได้
“เอ่อ...เมื่อคืนคุณหนูตรวจสอบบัญชีร้านค้ากว่าจะได้นอนก็ยามอิ๋น (03.00-04.59น.) แล้วเจ้าค่ะ”
ซูเหยี่ยนจื้อมิได้เอ่ยพูดสิ่งอีก เพียงปรายตามองไปที่หน้าต่างรถม้า ผ้าม่านที่ปลิวตามแรงลมทำให้เห็นฟางซินฟุบหลับอยู่ภายในรถม้าไปแล้ว เขาจึงได้ออกเดินทาง
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงไม่กล้าบอกว่ารถม้าจอดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว อีกอย่างซูเหยี่ยนจื้อก็เข้าไปพูดคุยกับหลงจู๊ในร้านก่อนหน้าฟางซินแล้วด้วย
“อืม” เสี่ยวชิงเข้ามาช่วยจัดเสื้อผ้าและผมที่ยุ่งเล็กน้อยให้ฟางซิน พอนางสวมหมวกคลุมหน้าเรียบร้อยแล้ว ถึงได้เดินเข้าไปในร้าน
